"การป้องกันแบบแคโทดิกโดย Sacrificial Anode Cathodic Protection"
ข้อดีหลักของการใช้ Zinc Anode ที่ท่าเทียบเรือ
1. การปกป้องโครงสร้างหลักอย่างมีประสิทธิภาพ
ปกป้องเหล็กเสริม (Piles/Sheet Piles): โครงสร้างท่าเทียบเรือส่วนใหญ่ประกอบด้วยเสาเข็มเหล็ก (Piles) หรือกำแพงกันดินเหล็ก (Sheet Piles) ที่แช่อยู่ในน้ำทะเล น้ำทะเลเป็นอิเล็กโทรไลต์ที่ดีมาก ทำให้เกิดสนิมได้ง่าย
การเสียสละแทน: ตามหลักการทางเคมีไฟฟ้า สังกะสีจะสละตัวเองโดยการแตกตัวและปล่อยอิเล็กตรอนออกไป ทำให้อิเล็กตรอนไหลไปยังโครงสร้างเหล็กอย่างต่อเนื่อง
หยุดการเกิดสนิม: การได้รับอิเล็กตรอนทำให้เหล็กกลายเป็นขั้วแคโทด (Cathode) ที่ได้รับการปกป้อง และทำให้ปฏิกิริยาการเกิดสนิม (ออกซิเดชันของเหล็ก) หยุดลง
2. เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมน้ำทะเล
ศักย์ไฟฟ้าที่เหมาะสม: สังกะสี (Zinc Anode) มีค่าศักย์ไฟฟ้าที่เหมาะสมในการทำงานในน้ำทะเล เมื่อเทียบกับโลหะเสียสละอื่น ๆ เช่น อะลูมิเนียม หรือแมกนีเซียม ทำให้มั่นใจได้ว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลเพียงพอที่จะปกป้องเหล็กในน้ำทะเลที่มีค่าความนำไฟฟ้าสูง
ความเสถียร: สังกะสีทำงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอในน้ำทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเค็มจัด
3. ความเรียบง่ายและไม่ต้องบำรุงรักษามาก
ระบบPassive System: การป้องกันด้วยสังกะสีแอโนดเป็นระบบที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก (DC power) หรือการควบคุมที่ซับซ้อนเหมือนระบบ Impressed Current Cathodic Protection (ICCP)
ติดตั้งง่าย: ทำได้โดยการเชื่อม (Welding) หรือขันน็อต (Bolting) ติดสังกะสีแท่ง/บล็อกเข้ากับโครงสร้างเหล็กใต้แนวน้ำโดยตรง
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ: มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเริ่มต้นที่ต่ำกว่าระบบ ICCP มาก
4. ลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและยืดอายุโครงสร้าง
ลดการซ่อมแซมใหญ่: การป้องกันการกัดกร่อนช่วยลดความเสียหายทางโครงสร้างที่เกิดจากสนิม ซึ่งหมายถึงการลดความจำเป็นในการซ่อมแซมโครงสร้างใต้น้ำที่มีค่าใช้จ่ายสูง
ยืดอายุการใช้งาน: ช่วยยืดอายุการใช้งานของท่าเทียบเรือและโครงสร้างเหล็กใต้น้ำได้อย่างมาก ทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่าในระยะยาว
ทางบริษัทฯ ขอแนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยป้องกันปัญหาสนิมของเหล็กเสริมในคอนกรีตด้วยหลักการของ CATHODIC PROTECTION ในชื่อ GSC SuperAnode ผลิตจากสังกะสีบริสุทธิ์ ห่อหุ้มด้วย GEL ELECTROLITE ซึ่งจะช่วยลดศักดิ์ไฟฟ้าของการเกิดสนิม และผลักดันประจุของคลอไรด์ให้ออกห่างจากผิวของเหล็กเสริม ส่งผลให้โครงสร้างมีความทนทานต่อการเกิดสนิมได้ยาวนานกว่าเดิม และลดปรากฏการณ์การเร่งการกัดกร่อน
ขั้นตอนการดำเนินการ
สำหรับโครงสร้างใหม่ หลังจากผูกเหล็กตามแบบ หรือโครงสร้างเก่าที่จะซ่อมแซม หลังจากสกัดคอนกรีตแล้ว ให้ทำความสะอาดผิวเหล็กให้ดี ในบริเวณที่จะสัมผัสกับ Anode
- ตรวจสอบความต่อเนื่องของโครงข่ายเหล็กเสริม โดยการวัดค่าความต้านทานด้วยมิเตอร์ในแต่ละจุดต้องไม่เกิน 1 โอห์ม
- ทำการติดตั้ง GSC Super Anode ตามระยะที่ได้คำนวณไว้ เข้ากับเหล็กเสริมโดยวางตัว Anode ให้ห่างจากผิวคอนกรีตอย่างน้อย 2.5 ซม. ตรวจสอบตำแหน่งการวางตัวของ Anode ให้สะดวกต่อการไหลของคอนกรีตเข้าหุ้มรอบตัว Anode เพื่อประสิทธิภาพที่ดี โดยการยึดขาติดตั้ง Anode จะเป็นการยึดด้วยลวดเหล็ก,เข็มขัดรัดท่อ หรือการเชื่อมก็ได้
- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของการติดตั้งด้วยการวัดค่าความต้านทานระหว่างขา Anode กับเหล็กเสริม
- เติมเนื้อคอนกรีตให้เต็มแนวที่สกัดซ่อมไว้ โดยพยายามเทหุ้มบริเวณที่ติดตั้ง Anode ไว้ก่อน โดยใช้ซีเมนต์ซ่อมแซมที่กำหนดไว้*
หมายเหตุ การใช้ซีเมนต์สำหรับงานซ่อมแซมที่ติดตั้ง GSC Super Anode ไม่แนะนำให้ใช้ซีเมนต์ประเภท Polymer Modified Mortar หรือกลุ่ม Epoxy Mortar หรือทาสารเคลือบผิวเหล็กกันสนิมชนิดใด ๆ ก็ตาม
ทางบริษัทฯ ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ระบบ CATHODIC PROTECTION สำหรับติดตั้งในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่ไม่ต้องซ่อมแซม ด้วยผลิตภัณฑ์ Roll Anode ซึ่งเป็น GALVANIC ANODE จากแผ่นสังกะสีบริสุทธิ์ ห่อหุ้มด้วย GEL ELECTROLITE ติดตั้งเข้าในโครงสร้างคอนกรีต โดยการเจาะรูแล้วสอดเข้า, พ่วงระบบสายไฟเข้ากับเหล็กเสริมโดยไม่ต้องสกัดเปิดผิวหน้าคอนกรีตตลอดทั้งบริเวณ
ขั้นตอนการดำเนินการ
- ตรวจสอบและระบุตำแหน่งของเหล็กเสริมในโครงสร้าง แล้วทำการร่างแนวการติดตั้งไว้ให้หลีกเลี่ยงการเจาะรูไปถูกเหล็กเสริม
- เจาะรูขนาด Ø 30-32 มม. ด้วยความลึก +4 – 5 ซม. จากความยาวของ Roll Anode และทำการกรีดผิวหน้าคอนกรีตเพื่อเก็บซ่อนสายไฟพ่วงวงจรระหว่างตัว Roll Anode
- ฉีด ELECTROLITE GEL ลงในรูเจาะประมาณ 25% ของความลึกรูเจาะ
- สอด Roll Anode เข้าในรูแล้วเติม GEL ELECTROLITE ให้ปิดทับ Roll Anode ให้หมด
- ต่อเชื่อมสายไฟจากชุดของ Roll Anode เข้ากับเหล็กเสริม โดยสามารถรวมชุดของ Roll Anode เข้าด้วยกันก่อน เชื่อมสายเข้ากับเหล็กเสริมเพียงจุดเดียว
- ฉาบปูนปิดปากรูเจาะและร่องเก็บสายไฟทั้งหมด เพื่อป้องกันความชื้น